Skip to main content

ความจริงเบื้องหลัง LLMs.txt: ทางรอดใหม่ของ SEO หรือแค่ "กับดัก" ในโลก AI Search?

ในโลกของ SEO ที่เปลี่ยนแปลงเร็วเสียจนหลายคนเริ่มมีอาการ FOMO (Fear Of Missing Out) หรือกลัวการตกกระแส การปรากฏตัวของไฟล์ที่ชื่อ "LLMs.txt" กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหู หลายคนฝากความหวังว่ามันจะเป็น "อาวุธลับ" ชิ้นใหม่ที่มาแทนที่หรือเสริมทัพ robots.txt เพื่อช่วยควบคุมและสื่อสารกับ AI Bots ได้อย่างเบ็ดเสร็จ


แต่ในฐานะที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ ผมอยากให้คุณหยุดหายใจลึกๆ แล้วพิจารณาดูว่า ไฟล์ขนาดไม่กี่กิโลไบต์นี้คือทางรอดที่แท้จริง หรือเป็นเพียง "กับดัก" ที่สร้างขึ้นมาเพื่อล่อลวงคนทำเว็บให้เสียเวลาไปกับสิ่งที่บอทไม่เคยอ่านกันแน่?

1. คำพิพากษาจาก Google และยักษ์ใหญ่: "มันไร้ประโยชน์"

แม้กลุ่มนักพัฒนาขนาดเล็กจะพยายามผลักดันให้ LLMs.txt เป็นมาตรฐานใหม่ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้คุมกฎระดับโลกกลับไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย ยักษ์ใหญ่ทั้ง Google, OpenAI หรือแม้แต่ Perplexity ซึ่งเป็นดาวรุ่งในฝั่ง AI Search ต่างก็ไม่มีการประกาศรับรองมาตรฐานนี้อย่างเป็นทางการ

ที่ชัดเจนที่สุดคือทัศนะจาก John Mueller ผู้เชี่ยวชาญจาก Google ที่ออกมาฟันธงสั้นๆ แต่เจ็บจี๊ดผ่าน Bluesky ว่า:

"LLMs.txt is useless." (LLMs.txt นั้นไร้ประโยชน์) — John Mueller, Search Advocate @ Google

เหตุผลที่มัน "สอบตก" ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม คือการขาดมาตรฐานกลางที่อุตสาหกรรมตกลงร่วมกัน ปัจจุบันมันเป็นเพียงสิ่งที่คน "คิดกันเอง" โดยที่บอทหลักๆ ยังคงยึดถือมาตรฐานเดิมที่ใช้มานานกว่า 20 ปีอย่าง robots.txt และ sitemap.xml เป็นหลัก

 

2. ผลทดสอบจริงที่น่าตกใจ: บอท AI ไม่ได้อ่านมันเลย

ความเชื่อที่ว่าการมีไฟล์นี้จะช่วยจัดระเบียบข้อมูลให้ AI ถูกสยบด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์จากการทดสอบโดย Search Engine Land ซึ่งทำการทดลองกับเว็บไซต์ 10 แห่งที่ติดตั้งไฟล์นี้ไว้
ผลลัพธ์ที่ได้คือ:

  • ChatGPT (GPTBot) และ Googlebot ไม่ได้มีความพยายามในการเข้าไปตรวจสอบหรืออ่านไฟล์ LLMs.txt เลยแม้แต่นิดเดียว
  • บอทส่วนใหญ่ยังคง Crawl ข้อมูลตามลิงก์และรวบรวมข้อมูลสาธารณะตามปกติ


นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า "สิ่งที่คนทำเว็บคาดหวัง" กับ "พฤติกรรมจริงของบอท" นั้นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง การเสียเวลาสร้างไฟล์นี้จึงแทบไม่มีผลตอบแทน (ROI) ในแง่เทคนิค

 

3. กับดัก Cloudflare: ปุ่มเดียวที่อาจดับฝันใน AI Overviews

ในขณะที่คุณมัวแต่วุ่นวายกับไฟล์ .txt ที่ไม่มีใครอ่าน คุณอาจกำลังติดกับดักที่อันตรายกว่าในระดับ Infrastructure นั่นคือการตั้งค่าใน Cloudflare


เจ้าของเว็บไซต์หลายคนตกเป็นเหยื่อของ "Fear Marketing" หรือการตลาดที่ใช้ความกลัวเป็นตัวขับเคลื่อน จนเผลอไปกดเปิดฟีเจอร์ "Block AI Bots" หรือ "Bot Fight Mode" เพียงเพราะกังวลเรื่องการถูกดูดข้อมูล (Scraping)


ความเสี่ยงที่คุณต้องรู้: การบล็อกบอทในระดับนี้อาจส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณหายไปจาก AI Overviews (หรือชื่อเดิมคือ SGE) ของ Google และ AI Search อื่นๆ ทันที เพราะบอทไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาเพื่อนำไปสรุปให้ผู้ใช้ได้

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์: ให้คุณเข้าไปที่เมนู Security > Bots ใน Dashboard ของ Cloudflare ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้ปิดกั้นโอกาสที่เนื้อหาคุณภาพของคุณจะไปปรากฏบนหน้าผลลัพธ์ของ AI Search Engine รุ่นใหม่ๆ การตั้งค่าจุดนี้มีน้ำหนักมากกว่าการมีไฟล์ LLMs.txt หลายเท่าตัว

4. อย่าหลงทางกับ Technical Hack จนลืม "แก่น" ของ GEO

ปรากฏการณ์ความเห่อ LLMs.txt คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ "Shiny Object Syndrome" หรือการตื่นเต้นกับของใหม่ที่ดูเท่แต่ยังใช้งานจริงไม่ได้ สิ่งที่ AI Search สนใจจริงๆ ไม่ใช่ไฟล์ Text แต่คือโครงสร้างและคุณภาพของเนื้อหาที่มันสามารถนำไป "ตีความ" ได้


หากคุณต้องการทำ GEO (Generative Engine Optimization) ให้ได้ผลจริง คุณควรโฟกัสที่:

  • Structured Data (Schema Markup): การใช้ JSON-LD บอกบอทว่าข้อมูลไหนคือราคา รีวิว หรือ FAQ สิ่งนี้ AI อ่านง่ายกว่าข้อความลอยๆ เป็นล้านเท่า
  • Contextual Clarity & Internal Linking: การสร้างโครงสร้างลิงก์ภายในที่แข็งแกร่งช่วยให้ AI เข้าใจ "บริบท" และความสัมพันธ์ของเนื้อหาในเว็บได้ดีขึ้น ซึ่งสำคัญกว่าการมีไฟล์ .txt หลายขุม
  • E-E-A-T: ความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือยังคงเป็นเกณฑ์หลักที่ AI ใช้คัดเลือกแหล่งอ้างอิง

5. ใครกันแน่ที่ต้องทำ? (ทางเลือกระหว่าง "ธุรกิจ" vs "การเมือง")

ในการบริหารจัดการเว็บไซต์ การจัดลำดับความสำคัญ (Priority) คือทุกอย่าง หากคุณมีเวลา 2 ชั่วโมง คุณควรเลือกใช้มันอย่างชาญฉลาด:

  • สำหรับ SME และคนทำคอนเทนต์: การมีไฟล์นี้ "ไม่จำเป็นเลย" การเอาเวลา 2 ชั่วโมงไปสร้างหน้า Landing Page ที่ตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ คือการสร้าง Revenue-Generating Assets (สินทรัพย์ที่สร้างรายได้) ในขณะที่การทำ LLMs.txt คือการสะสม Invisible Technical Debt (หนี้ทางเทคนิคที่มองไม่เห็นและไม่ให้ผลตอบแทน)
  • สำหรับองค์กรยักษ์ใหญ่ (เช่น Wikipedia): การมีไฟล์นี้อาจจะมีไว้เพื่อเหตุผลด้าน "การเมืองในองค์กร" (Internal Politics) เพื่อแสดงให้ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นเห็นว่า "เรากำลังทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบรับกระแส AI" แม้ในทางปฏิบัติจะไม่มีบอทตัวไหนสนใจมันเลยก็ตาม
 

บทสรุปและมุมมองในอนาคต

สถานะปัจจุบันของ LLMs.txt ยังไม่ใช่มาตรฐาน แต่เป็นเพียงสิ่งที่คน "คิดกันเอง" ภายใต้กระแสความตื่นกลัวและความตื่นเต้นที่ปะปนกัน สิ่งที่จะอยู่รอดในยุค AI Search ไม่ใช่เทคนิค "สายแฮ็ค" หรือไฟล์ลับเฉพาะทางที่ไม่มีใครรองรับ แต่คือเว็บไซต์ที่มอบมูลค่าที่แท้จริงให้กับมนุษย์และมีความน่าเชื่อถือที่พิสูจน์ได้


ในฐานะคนทำเว็บ คุณต้องตัดสินใจแล้วว่า จะใช้เวลาที่เหลือของวันนี้ไปกับการแก้ไฟล์ที่ไม่มีบอทตัวไหนเหลียวมอง หรือจะหันกลับมาโฟกัสที่ "คุณภาพประสบการณ์ผู้ใช้" และเนื้อหาที่ลูกค้าของคุณกำลังรอคอยจริงๆ?